วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตั้งเข็มทิศชีวิต_ _ อีกที



ได้พบคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ในรายการ สุริวิภา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งๆ ที่ได้ยินเรื่องราว และเดินผ่านหนังสือ "เข็มทิศชีวิต" มาหลายปีแล้ว แต่ครั้นนี้คำหลายคำที่พรั่งพรูมาจากสภาวะภายในของเธอ ในไม่กี่วินาทีนั้น มันกระทบลึกเข้าไปในใจ

จากวันนั้น ผ่านมา 4 วันแล้ว
ตอนนี้ เข็มทิศชีวิตเล่ม 1 และ 2 เข้ามาแล้วในชีวิต(พร้อมเตรียมมอบให้อ้อมกับโยอีกชุด)

และขณะที่เขียนบันทึกนี้ กำลังนั่งฟังการบรรยายธรรมที่เต็มไปด้วยสภาวะและบทเรียนอย่างง่ายในการเรียนรู้

ช่างเย็นเหลือเกิน งามเหลือเกินหนอ ชีวิตที่มีเข็มทิศนี้

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตั้งต้นที่ความสุขหรือความทุกข์


ออฟฟิศกำหนดวันรื่นเริงปีใหม่เร็วกว่าใครๆ ในปีนี้ เนื่องจากช่วงท้ายปีแต่ละคนงานชุกไมได้หยุดงาน


ปีนี้นอกจากจะได้ทำสิ่งที่ท้าทายที่สุดครั้งแรกในชีวิตคือการ "ร้องเพลงออกไมค์ บนเวที ต่อหน้าคนอื่น" (ซึ่งตื่นเต้นมากๆ) แล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้คิดกับกิจกรรมในงานนี้คือ เรื่องความสุข


กิจกรรมหนึ่งในงาน ที่กลุ่มห้อง 2/2 (ตะวันฉาย) ที่มีพี่ซะ(อภิสา) เป็นแกนนำนั้น ทำให้เราได้ชื่นชมความดีคนอื่น(ที่อยู่ต่อหน้าของเรา) ได้ชื่นชมตัวเราต่อหน้าคนอื่น รวมทั้งได้ "กอด" เพื่อบอกว่าเราปรารถนาดีและรักเขา (ถึงแม้จะไม่สนิทกัน"


เราคิดว่า ระหว่างทางการเรียนรู้สู่สภาวะหลุดพ้นสำหรับเรานั้น


แรกทีเดียวเราเรียนรู้เรื่อง "เพ่งเผา" ซึ่งมันทุกข์มาก เพราะยิ่งทำเรายิ่งเครียด คิดลบกับตัวเอง ไม่ให้อภัยตัวเอง นานวันเข้าเราเริ่มพาลไปเพ่งคนอื่น ซึ่งไม่ทำให้มีความสุขเลย


บทเรียนใหม่เรื่อง "เมล็ดพันธุ์แห่งความรักและปรารถนาดี" ยิ่งเรียนรู้และยิ่งปฏิบัติยิ่งเติบโตงดงาม เลื่อนไหลมีพลัง รวมทั้ง เพลิน(Play and Learn) มากๆ


ตั้งต้นที่ความรัก ความสุข น่าจะไปได้สวยกว่าเนาะ .........

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันพระจันทร์กลมโต : ได้ของเล่นชิ้นใหม่






เมื่อวานเป็นวันที่พระจันทร์โคจรมาใกล้โลกของเรามากที่สุดในรอบ 15 ปี (โดยเฉพาะในเวลา 23.45น.) แต่เรากลับรู้สึกว่า มองเห็นพระจันทร์ได้แจ่มชัดกว่าทุกวันเพราะอากาศโปร่ง ท้องฟ้าเปิด โดยในข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า "สเปซ ด็อตคอมรายงานวันที่ 12 ธ.ค. ว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซ่า ชวนชมปรากฏการณ์จันทร์เต็มดวงคืนนี้ ซึ่งจะเห็นเป็นดวงโตและสว่างที่สุดในรอบปี สาเหตุที่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวเนื่องจากดวงจันทร์โคจรเป็นรูปวงรี ทำให้มีด้านที่อยู่ใกล้โลกมากกว่าด้านอื่นๆ 50,000 กิโลเมตร ซึ่งในภาษาของนักดาราศาสตร์ ด้านที่อยู่ไกลสุดคือ "อะโพจี" (apogee) และด้านที่ใกล้สุดคือ "เพริจี" (perigee)
โดยในคืนวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. ดวงจันทร์จะอยู่ในตำแหน่งเพริจี ส่งผลให้ดวงจันทร์ดูใหญ่กว่าจันทร์เต็มดวงเมื่อช่วงต้นปี ถึง 14 % และสว่างมากกว่า 30% ช่วงเวลาดีที่สุดที่จะชมดวงจันทร์คือ ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า
สำหรับผลกระทบจากตำแหน่งของดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้โลกนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น แต่ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะแรงดึงดูดจากดวงจันทร์จะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นกว่าปกติไม่กี่เซนติเมตร และสภาพภูมิประเทศจะขยายผลของปรากฏการณ์น้ำขึ้นไปถึงแค่ 15 เซนติเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ ยังชมต่อได้ในคืนวันเสาร์อีกด้วย"

อีกบล็อคของคุณwanwan มีข้อมูลของไทยว่า "ราชบัณฑิตดาราศาสตร์ เชิญชวนคนไทยชมมนต์เสน่ห์ของพระจันทร์วันเพ็ญที่ 12 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี โดยอาจารย์นิพนธ์ ทรายเพชร ราชบัณฑิตทางด้านดาราศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า การสังเกตดวงจันทร์ในแต่ละวัน จะได้เรียนรู้ว่ารูปร่างของดวงจันทร์ที่ปรากฏไม่คงที่ ตำแหน่งที่ปรากฏก็ไม่เหมือนเดิม ก็จะช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรมได้ มนุษย์เราได้นำการสังเกตรูปร่างดวงจันทร์แบบนี้มาทำปฏิทินข้างขึ้นข้างแรม หรือเรียกว่า “ปฏิทินทางจันทรคติ” ปู่ย่าตาทวดเราใช้ปฏิทินตามการดูดวงจันทร์นี้มานาน
รูปร่างของดวงจันทร์มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสังคมไทยมาเนิ่นนาน เพราะใช้ดวงจันทร์กำหนด “วันพระ” ซึ่งมี 4 วันคือ “วันพระใหญ่” 2 วัน ตรงกับ วันขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวง และวันแรม 14 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ซึ่งมองไม่เห็นดวงจันทร์ นับเป็นวันพระใหญ่เหมือนกัน ส่วน “วันพระเล็ก” ก็มี 2 วัน ถ้าเห็นดวงจันทร์ครึ่งดวง จะตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ ดวงจันทร์ขึ้นสูงสุดเป็นรูปครึ่งวงกลม หันด้านนูนไปทางตะวันตก นับเป็นวันพระเล็ก วันพระเล็กอีกวันคือแรม 8 ค่ำ เวลาเช้าตรูจะเห็นดวงจันทร์อยู่สูง เป็นรูปครึ่งวงกลม หันด้านนูนไปทางตะวันออก ดวงจันทร์มีส่วนทำให้เกิดสุริยุปราคา จันทรุปราคา และมีอิทธิพลทำให้เกิดน้ำทะเลขึ้นลง หรือ “น้ำขึ้น -น้ำลง” ชาวประมงใช้วิธีการสังเกตดวงจันทร์เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านสืบทอดกันมา เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ “ช่วงเวลาการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงอาจดูได้จากตำแหน่งดวงจันทร์ คือถ้าเห็นดวงจันทร์อยู่ที่ขอบฟ้าน้ำมักจะลง ถ้าเห็นดวงจันทร์อยู่สูงมาก น้ำจะขึ้น ถ้าดวงอาทิตย์มาหนุนช่วยก็จะทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวันขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ หรือวันที่ใกล้เคียงกับวันพระใหญ่ น้ำทะเลจะขึ้นมาก ลงมาก เพราะดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกัน เรียกว่า วันน้ำเกิด แต่ถ้าเป็นวันพระเล็กน้ำขึ้นน้ำลงจะน้อย เรียกว่า วันน้ำตาย” ทั้งนี้ วันที่ 12 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ ดวงจันทร์จะอยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าวันพระใหญ่อื่น ๆ และจะเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาประมาณเที่ยงคืน "

เราออกมาชมพระจันทร์ในคืนหนาวนี้ กับพ่อแม่และโต๋ นี่เองที่ทำให้รู้สึกว่า "พระจันทร์คืนนี้สวยเหลือเกิน" คืนนี้เขาว่ากันว่าใครได้อาบน้ำใต้แสงจันทร์ตอนเที่ยงคืนจะเป็นมงคลกับชีวิต เราเลือกสวดมนต์ไหว้พระเอาดีกว่า
ค่ำๆ ก่อนหน้าที่จะมาดูพระจันทร์ เฮียโต๋ชวนไปซื้อกีต้าร์คลาสสิค ได้ยี่ห้อยามาฮ่ามาพร้อมโน๊ตและขาตั้ง หมดเงินไปครึ่งหมื่น ของเล่นชิ้นใหม่ที่สร้างกิจกรรมใหม่ให้ครอบครัวตัวกลม ... ดูไปน่าจะสุขใจดีนะ
หัดร้องเพลงแรกคือ "Greenfield" เพลงที่คุณเกร็ดดิน(เขียว) โปรดปรานนัก.....

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แมวนำโชค









แมวนำโชค เป็นแมวสาวอายุ 8 ปี มาอยู่กับครอบครัวเราตั้งแต่อายุ 3 เดือน ชอบกินปลาทูนึ่งขยำกับข้าวสวยร้อนๆ

2 ปีที่ผ่านมา แมวนำโชคป่วยเรื้อรัง เทียวเข้าออกโรพยาบาลสัตว์เป็นประจำ เหนื่อยทั้งแมวทั้งคนพาไปหาหมอและงบประมาณในกระเป๋า
รวมทั้งคนป้อนยาและเสียบน้ำเกลือ

นำโชคเดินไม่ได้หลายเดือน เนื่องจากมีอาการทางประสาท

หลังจากกินยา ฉีคยา ฉีดน้ำเกลือ

ตอนนี้กลับมาเป็นสาวซ่าเหมือนเดิม และalert เสียยิ่งกว่าเดิมจ้า

เมี้ยว เมี้ยว





ไปหาหมอกันทั้งบ้าน

เย็นๆ ตัดสินใจไปหาหมอกันทั้งบ้าน

แม่กับพ่อฉีดยาคนละเข็ม เพราะไม่ชอบทานยา ส่วนเราบอกหมอว่าขอกินยาดีกว่า(มารู้ตอนหลังว่าคุณลุงหมอมือเบา)

คุณลุงหมอบอกว่าเราเป็นหวัดลงคอ แพ้อากาศ

คุณลุงหมอเป็นอาจารย์หมออยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มาเปิดคลีนิคชื่อบางชันคลีนิคหลายปีแล้ว(เห็นมาตั้งแต่ย้ายาอู่ในซอยนี้ ราวๆ ปี 2538) คิดค่ารักษา ค่ายาไม่แพง

ชีวิตคนเราจะอะไรมากมายละเนาะ ใกล้ยา ใกล้หมอ มีบ้าน มีอาหาร มีเสื้อผ้าใส่ มีครอบครัวที่รักใคร่อบอุ่นสามัคคีกัน

เท่านี้ก็สุข สุด สุดแล้ว

ป่วยอีกแล้ว ปีนี้

ตื่นมาพร้อมความป่วยไข้ ที่ดูเหมือนว่าจะยืดเยื้อแน่แล้ว

ปีที่แล้วก็ป่วยช่วงปลายปีอย่างนี้ ไอแทบนอนไม่ได้

ปีนี้คิดว่าคงผ่านแล้ว เพราะกลับมาจากชุมชนุมก็ไม่เป็นอะไรและโต๋ก็ป่วยอยู่คนเดียว (ดูแลกันจนตอนนี้หายแล้ว)

ถึงเวลายกเครื่องตัวเอง อีกแล้ว

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิทยานิพนธ์(2): เริ่มเข้าทาง

หลังจาก วน วน กับความคิดเพื่อให้แนวคิดกับปรากฏการณ์มาเจอกันอย่างเหมาะสม


เช้านี้ขณะที่เดินทางมาทำงาน ได้คุยความคิดให้ "เพื่อนแก้ว" ฟัง และบอกถึงปัญหาที่ติดขัดมา 2-3 วัน ว่าเรากำลังจะใช้แนวคิด web of life มาอธิบายปรากฏการณ์ การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง ผี เหล้า ชุมชน

เพื่อนแก้ว ถามว่า "แล้วเราเห็นปรากฏการณ์อะไร"

เราตอบว่า "เห็นว่าเดิมผีกับเหล้าสัมพันธ์กันอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาเอาเหล้าออกจากพิธีกรรม"


เพื่อนแก้วบอกว่า "นั่นแหล่ะสิ่งที่น่าจะเข้าไปดูว่า: แต่ก่อนเหล้าสัมพันธ์กับผี และชุมชนอย่างไรในพิธีกรรม เมื่อเอาเหล้าออกจากพิธีกรรมแล้วความสัมพันธ์ของ 3 สิ่งนี้มันเปลี่ยนไปอย่างไร"


เราแทบกรี๊ดสลบ ดีใจมากๆ เลยรีบมาเขียนเอาไว้ก่อน



""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


มีเพื่อนเป็นคู่คิด มีกัลยาณมิตรคอยติงเตือนมันดีอย่างนี้เองเนาะ หุหุ

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พูดไม่รู้เรื่องอีกแล้ว

ปัญหาหนึ่งของการทำงานคือการสื่อสาร

วันนี้เราพบว่าเรามีปัญหาเรื่องการสื่อสารด้วยการ "พูด" มากๆ
เพราะวันนี้งานที่เราต้องทำความเข้าใจกับคนอื่นนั้น ต้องใช้การพูดเพียงอย่างเดียวเขียนไม่ได้

ปัญหาคือ เราไม่สามารถพูดในสิ่งที่เขาควรจะเข้าใจได้ เพราะ เราไม่รู้ว่าเขาจะซื้ออะไร เขาฟังอย่างไรจึงจะเข้าใจ
เราจึงพูดในสิ่งที่เราต้องการพูด มากกว่าสนใจว่า เขาต้องการฟังอะไร

เสียself ชะมัดเลยวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เล่าเรื่องวิทยานิพนธ์ (1) : สะดุดอีกแล้ว


วนกลับมาที่เดิมอีกแล้ว บทที่ 1 - 3 ของวิทยานิพนธ์

เราวิเคราะห์แล้วว่า นอกจากปรากฏการณ์ที่ยังมองไม่ทะลุตลอด ที่สำคัญเมื่อกลับไปอ่านแนวคิด ทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ก็ยิ่งงงไปกันใหญ่ แบบว่าพันกันยุ่งไปกว่าที่ควรจะแค่มองเห็นเหตุการณ์นั้นเฉยๆ

เราเลือกเข้าไปดู งานแซนโฎนตาของบ้านคูตัน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นชุมชนเขมร และเต็มไปด้วยพิธีกรรมดั้งเดิม ที่ยังคงความงามตามบทบาทหน้าที่อยู่มาก (ที่ว่าอยู่มาก เพราะบางอย่างมันหายไป)

มาถึงตรงนี้เราเริ่มงงแล้ว เพราะเราอาจจะรีบร้อนเข้าไปอธิบายปรากฏการณ์ แซนโฎนตาของบ้านนี้ โดยรีบเลือกแนวคิดขึ้นมาใช้ มันเลยเหมือนสะดุดขาตัวเองล้ม

หลังจากคุยให้เพื่อนเดียร์ฟัง เพื่อนเดียร์แนะนำแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับใช้ศึกษาอยู่ 2-3 แนวคิด เมื่อเราบอกว่าเราสนใจมองเรื่อง "ความสัมพันธ์" เดียร์บอกว่าให้ลองอ่าน web of life ดู ทันใดนั้นเราใจร้อนกว่าเดิม เพราะคาดคั้นให้ตัวเองคิดว่าจะเอาแนวคิดนี้เข้าไปจับอย่างไร วันนี้ทั้งวันกรอบแนวคิดที่ไม่ชัดมาพันกับปรากฏการณ์ที่มองไปไม่ทะลุ

แทนที่จะถอยหลังกลับไปค่อยๆ ทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์แซนโฎนตาที่บ้านคูตัน ไปพร้อมๆ กับทำความเข้าใจ concept ของweb of life เพื่อกำหนดกรอบการมองปรากฏการณ์ให้ลุ่มลึก อีกครั้ง

2 อย่างที่ต้องลงทุนตอนนี้
ปรากฏการณ์แซนโฎนตา : แต่ก่อนมันมีบทบาทหน้าที่อะไร มันมีบทบาทอยู่ในโครงสร้างระดับใดของชุมชน/อย่างไร ตอนนี้บทบาทมันเปลี่ยนไปอย่างไร ด้วยปัจจัยใด

web of life : มันมีกรอบคิดอย่างไร และมันจะใช้มองแซนโฎนตาบ้านคูตันได้อย่างไรบ้าง

ตั้งใจนะ .... อดทน ... และง่าย... กับมัน แล้วความงามก็จะไขตัวมันออกมาเอง

การเมืองใหม่(1)


ในหนังสือ "วาทกรรมการพัฒนา" ของดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร สรุปนัยยะสำคัญได้ว่า "การเมืองใหม่ คือ การช่วงชิงการนำ(hegemony) ในการกำหนดหรือสร้างคำนิยามความหมายชุดใหม่ ให้กับสิ่งต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกลักษณ์ คุณค่า ความจริง ความรู้ ฯลฯ ในรูปของวาทกรรม (discourse) ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในที่สุด


จุดแตกหักของการต่อสู้ของการเมืองใหม่ ไม่ใช่อยู่ที่การช่วงชิงอำนาจรัฐ และไม่ได้สนใจรัฐประชาชาติและพรรรคการเมือง เนื่องจากเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ในฐานะตัวแสดงหลักทางการเมืองแบบเก่า อีกทั้งไม่สนใจตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย แต่เป็นการช่วงชิงการนำในการสร้างวาทกรรม ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ มากกว่า


การเมืองใหม่ จะเน้นความแตกต่างหลากหลาย ในฐานที่เท่าเทียมกันเองของ identity ต่างๆ

ในขณะที่วิธีการเคลื่อนไหวต่อสู้ของการเมืองแบบเก่า คือการประนีประนอมต่อรอง(collective bargaining) การประสานประโยชน์(cooptation) และเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเมืองใหม่นั้น มีลักษณะ ปะทะ เผชิญหน้า และแตกหัก เห็นได้จากการใช้ภาษาที่ใช้เคลื่อนไหวนั้นมักแข็งทื่อ ชัดเจน และมีความหมายด้านเดียวคล้ายยื่นคำขาด ด้วยต้องการสร้างคำนิยามหรือความหมายใหม่ให้กับสิ่งที่เรียกร้องมากกว่าการปฏิรูปปรับปรุง


และเนื่องจาก การเคลื่อนไหวต่อสู้ในการเมืองใหม่นั้น เป็นกลุ่มเฉพาะกิจที่มารวมตัวกันเฉพาะเรื่อง เฉพาะเหตุการณ์จึงไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์เจรจาต่อรองหรือประสานประโยชน์อย่างการเมืองเก่าได้ ยกเว้น "ยุติการเคลื่อนไหว" เท่านั้น


การเมืองใหม่(1) ในที่นี้น่าจะพออธิบายปรากฏการณ์ 192 วันพันธมิตรได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า "การเมืองใหม่ไม่ใช่เรื่องที่พันธมิตรสร้างขึ้น แต่เป็นแนวคิดใหม่ในโลกหลังสมัยใหม่ เป็นแนวคิดสากล ไม่ได้เป็นเรื่องด้นเดากันเอาเองในกลุ่มแกนนำพันธมิตร

และถ้าสังเกตดีดี จะเห็นได้ชัดว่า ช่องว่างระหว่างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเมืองใหม่ของสังคมไทยยังน้อยมาก ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างแหลมคม คนที่เข้าใจไม่ได้และยังติดยึดในตัวอุดมการณ์ตัวใดตัวหนึ่ง โครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง หรือแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง บางส่วนตรึงตัวเองไว้ตรงกลางเพื่อไม่ให้เสียทิฐิตัวตน บางส่วนมุ่งใช้ "กำลัง อำนาจ" เพื่อทำลายล้างด้วยกำลังและความรุนแรงให้อีกฝ่ายบาดเจ็บและล้มตายเพียงเพื่อบรรลุอุดมการณ์การเมืองเก่าที่ตัวเองเชื่อมั่น(และกำลังถูกสั่นคลอน)


นำมาซึ่งหลายชีวิตที่สังเวยแล้ว เพื่อสั่นคลอนถอนรากการเมืองเก่า และก่อร่างสร้าง "การเมืองใหม่" ในประเทศไทย

ปรากฏการณ์การเมืองเก่า

เมื่อวานตอนค่ำๆ พรรคการเมืองหน้าเก่าได้แก่ พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยฯ และกลุ่มอดีตพรรคชาติไทย มัชฌิมาฯ (ส่วนใหญ่คือกลุ่มเพื่อนเนวินนั่นเอง) มาแถลงข่าวจับขั้วทางการเมืองร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่โรงแรมสุโขทัย
วันนี้มีการวิเคราะห์ว่า น่าจะเป็นการ "โก่งค่าตัว" ของพวกนักการเมืองกลุ่มเพื่อเนวินมากกว่า

"การเมืองเก่า" ฉายตัวเองชัดขึ้นทุกวัน ซึ่งไม่ว่าจะขยับไปทางใดก็เข้าทาง "ขบวนการการเมืองใหม่" ที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้

ได้แต่หวังว่า การเปลี่ยนขั้วครั้งนี้จะไม่ได้เป็นเรื่องลวงสังคม.....
เพราะไม่งั้น....พันธมิตรเอ๋ย....งานเข้าอีกแน่นอนเลย

(ขอบคุณรูปจาก http://www.manager.co.th/)

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เปลี่ยนรายการทีวี ชีวิตเปลี่ยน: We Change

พ่อตัดสินใจติดจาน ASTV ให้พวกเรา หลังจากผ่านเหตุการณ์ชุมนุม 192 วัน เปลี่ยนการเมืองไทย เพื่อให้เราได้บริโภคข่าวสารอีกด้าน ที่มีสาระยิ่งกว่าละคร รายการและข่าวน้ำเน่าในฟรีทีวี

ได้ผลแฮะ เพราะเมื่อกี้(ผ่านการดูรายการทางเลือก) มาเกือบ 48 ชั่วโมง เราลองๆ กดรีโมทไปดูละครช่อง3 กับช่อง 7 แทบกดเปลี่ยนช่องไม่ทันเพราะด่ากันวินาทีละ 10 คำ

ส่วนรายการอื่นก็เป็นข่าวน้ำเน่า และรายการ "ดาราทิ้งกัน" รายวัน

เป็นการจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างการบริโภคสื่อกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะขณะที่เราดูรายการทางเลือกเหล่านี้(ที่ปรุงแต่งน้อยลง) สัมพันธ์กับจังหวะหายใจที่เบาและช้าลง กินอาหารน้อยลง มีสติที่ผลิบานมากขึ้นเพราะโลกดูช้าและแจ่มชัดมากขึ้นจริงๆ

ต้องตามดูชีวิตต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร

แม่เริ่มมีคำถามน่ารักๆ ว่า "ทำไมพวกนี้(หมายถึงนักการเมืองหน้าเก่า) มาออกที่รายการของเรา(หมายถึงช่องที่เราเพิ่งดูได้เมื่อติดจานแล้ว)" เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ เพราะว่าต่อไปนอกจากเราจะเลือกรายการที่จะดูได้แล้ว เราน่าจะได้เลือกนักการเมืองมารับใช้ประเทศชาติได้ด้วย

โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ใช้นักการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากอย่างทุกวันนี้

โจน จันใด : ชีวิตง่ายนิดเดียว


เรื่องของ "โจน จันใด" มากระแทกใจแต่เช้าเลยวันนี้


key word ของโจนที่เล่าเรื่องชีวิตที่เลือกแล้วของเขาแต่ละครั้ง คือ "ความกลัว" ที่เกิดจากความไม่มั่นคงในชีวิตของมนุษย์

ความไม่มั่นคงนั้น เกิดจากการขาดปัจจัย 4 (ปัจจัย 4 เองนะ) ซึ่งถ้ามองดีดีแล้วมนุษย์ทุกวันนี้ขาดทุกอย่างและจำเป็นที่จะต้องทำอะไรที่ซับซ้อนเพื่อจะได้เงินมา "ซื้อ" ปัจจัย 4" คือ ซื้ออาหาร ซื้อยารักษาโรค ซื้อเครื่องนุ่งห่ม ซื้อบ้าน ซึ่งทุกอย่างนี่มนุษย์ผลิตเองได้ทั้งหมดเลยนะ พึ่งพาตัวเองได้ และพึ่งพากันและกันได้


บ้าน ซึ่งดูเหมือนราคาแพงที่สุด และหาได้ยากที่สุด เพราะมนุษย์ทุกวันนี้ต้องเก็บเงินชั่วชีวิตหรือใช้หนี้ชั่วชีวิต เพื่อที่จะมีบ้านเล็กๆ สักหลังหนึ่ง ในขณะที่โจน จันใดเอง ใช้เงินเพียง 2 หมื่นบาท และเวลาแค่ 3 เดือนที่จะสร้างบ้าน ... แล้วคิดดูสิว่าโจน เขามีเวลาสำหรับทำสิ่งที่สร้างสรรค์ได้อีกตั้งเท่าไร


โจนบอกว่า จริงๆ แล้วคนเราทำงานแค่วันละ 2 ชั่วโมงก็เหลือกินแล้ว แล้วไปทำอะไรกันตั้ง 8 ชั่วโมง มันไร้สาระไหมล่ะ


ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดคือ"กลัวที่จะสูญเสียสถานภาพเดิม"


ทุกวันนี้ระบบการศึกษาสอนให้เราคิอ มากกว่า "ทำ" ยิ่งคิดมากยิ่งกล้วมาก


ลงมือ "ทำ" แล้วจะไม่กลัว


ทำให้ง่ายลง แล้วชีวิตจะกล้าขึ้น

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปรากฏการณ์พันธมิตร

หลังเข้าโรงเรียน เพื่อทำแบบฝึกหัดสุดท้าย "ม้วนเดียวจบ" เราสรุปกับตัวเองว่า
1. ช่องว่างความรู้ของสังคมมันถ่างออกมากๆ แต่ละฝ่ายสู้กันบนคนละฐานคิด พอช่องว่างมันเกิด ฝ่ายหนึ่งใช้เหตุผล ใช้ทฤษฎรอธิบายปรากฏการณ์ ส่วนฝ่ายที่ตามไม่ทัน "ใช้กำลัง"
2. การเมืองใหม่ ต้องพ้นไปจากเรื่อง "ทุนเงิน" ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องไปให้พ้นการติดยึดเรื่อง "โครงสร้าง" ของฐานอำนาจด้วย เพราะเราเห็นนักวิชาการหลานส่วนขาดโอกาสที่จะมาร่วมแสดงพลัง เพราะติดโครงสร้าง "ไม่เอาเจ้า" "ไม่เอาทหาร" โดยไม่สนใจว่า มันควรก้าวพ้นโครงสร้างเดิมทั้งหมดแล้วมาเริ่มสร้างการเมืองใหม่ ที่คนมีคุณธรรม จริยธรรม และเก่ง กล้าหาญมาดูแลประเทศ....

การงานอันเบิกบาน

กำลังคิดว่าจะทำงานอะไรดีที่มันทำให้การงาน การเรียน กับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันได้

เราตั้งความหวังไว้ว่า อายุ 37 ปี เราจะเรียนจบโท จากนั้น Take course ประกาศนียบัตรวิจัยต่อที่มธ. อีก1 ปี พร้อมๆ กับเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเก็บตังเรียนต่อ ดร.

เราคิดว่าช่วง 4 ปีเป็นช่วงลงทุน สำหรับการเริ่มต้นใหม่ในวัย 40 ปี

แต่ถ้าขี้เกียจอย่างนี้ ก็ยากนะ

คิดถึงเรื่องทีคุยกับ "ดาว" เรื่องการดึงเอาศักยภาพตัวเองออกมาใช้ น่าจะหาโอกาสไปคุยกับดาวซักที

เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว แต่ก้าวไปไม่พ้นความขี้เกียจ....

เริ่มต้นอีกครั้ง







เป็นการเริ่มต้นเขียน BLOG อีกครั้ง



จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าเป็นการหยุดเขียนนะ แต่เป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด หลังจากที่ตระเวณเขียนblog ที่โน่นที่นี่ เราได้ข้อสรุปในเบื้องต้นนี้ว่า "blog" สำหรับเราแล้ว ต้องการบันทึกเรื่องราวส่วนตัวในแต่ละวัน ที่สามารถใส่ได้มากกว่าตัวอักษร ไม่ได้ต้องการ Share กับใครๆ



เราจึงตัดสินในเริ่มกับ Blogspot อีกครั้ง ก่อนเริ่มปี 2552 อีกไม่กี่วันข้างหน้า



อย่างน้อยก็ดีสำหรับคนที่ขี้เกียจเขียน อย่างเรา หุหุ