วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จะแก้นิวรณ์5ได้อย่างไร

นิวรณ์เครื่องกั้นความดี ทั้งหมดนี้มี ห้าประการ

หนึ่ง เพลิดเพลินในกาม แก้ด้วยการ เห็นความงามเสื่อมไป

สอง ความโกรธ ตัวอันตราย เราต้องคลาย ด้วยจิตเมตตา

สาม หดหู่ท้อถอย มีมาบ่อยบ่อย ต้องคอยพากเพียร
สี่ รำคาญ ฟุ้งซ่าน วนเวียน ต้องหยุดหมุนเวียน มานิ่งภายใน
ห้า ลังเลสงสัย ต้อง ทำในใจ ช่วยแก้ปัญหา

นิวรณ์กิเลสบังตา ต้องกลับมา "รู้สึกภายใน"

จาก webmaster No.11 ::
ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
www.thammatipo.com

ไปเลี้ยงควายกันจ้า......

คนเลี้ยงควาย
(การรักษาจิตคล้ายดูแลควาย)

เวลาเลี้ยงควาย เราปล่อยควายให้เดินไปตามถนน
เจ้าของก็เดินตามหลังควาย สบายๆ.....
สองข้างทางเป็นไร่นา บางครั้งควายเดินออกนอกถนน
ไปกินข้าวในนาของเพื่อนบ้าน เจ้าของก็ต้องตีบ้าง
กระตุกเชือกบ้าง ให้ควายกลับขึ้นมาบนถนนใหม่

เมื่อควายเรียบร้อย
เดินบนถนนก็เดินตามหลังควายสบายๆ
เมื่อควายเข้าไปในนากินต้นข้าว
รีบดึงควายให้กลับออกมาบนถนน
ทำอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ไป



เจ้าของควาย คือ สติ
ควาย คือ จิต
ถนน คือ ลมหายใจ
ถนนยาวๆ คือ ลมหายใจยาวๆ
ต้นข้าว คือ นิวรณ์ 5

เอาสติผูกจิตไว้กับลมหายใจ
พยายามกำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า
ติดต่อกันสม่ำเสมอ
เหมือนเอาสติผูกจิตไว้กับลมหายใจ
ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น

เมื่อสติรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จิตก็อยู่ที่นั่น
ขาดสติเมื่อไร จิตก็คิดไปต่างๆ นานา
ตามกิเลส ตัณหา ตามนิวรณ์..... ก็รีบต่อสติ
กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า



อานาปานสติ ขั้นที่ 1-2

เมื่อจิตคิดออกไป รีบเรียกมาอยู่ที่ลมหายใจออกยาว
ลมหายใจเข้ายาว หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆ
การเจริญอานาปานสติเหมือนกับคนเลี้ยงควาย
คอยควบคุมควายให้เดินบนถนน
หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆ
มีสติรู้อยู่กับลมหายใจ ให้ติดต่อกันตลอดสาย

จาก ความสุขสูงสุดฉบับปีมะเส็ง(พระอาจารย์มิตสุโอะ คเวสโก)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20090

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

ชีวิตเลือกเรา...หรือเราเลือกชีวิต...

หลายวันที่ผ่านมา..พยายามปรับตารางชีวิต..เพื่อให้เป้าหมายชัดเจนขึ้น..

แล้วก็ถูกความฝันปลุกขึ้นกลางดึก...

เพราะความฝันตะโกนเสียงดังว่า..."ทางที่เธอเลือกมันไม่ใช่ทางของฉัน"

ตกลงชีวิตเป้นฝ่ายเลือกเรา...หรือเราเลือกชีวิต...กันนะ...

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

วิทยานิพนธ์1

พบอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์วันนี้..
เกิดความชัดเจนขึ้นว่า..การทบทวนวรรณกรรมหรือ review leterature รอบที่ 1นั้น เป็นการทบทวนรอบด้านโดยเฉพาะ "เอกสาร" เพื่อให้ทราบว่าเรื่องที่เราสนใจศึกษานั้นมีใครว่าไว้อย่างไร ศึกษาไว้อย่างไรบ้าง..
เพื่อนำมาตั้งโจทย์ต่อยอดความรู้...
และเพื่อยืนยันว่า...เรื่องที่เราจะทำนั้นน่าสนใจอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรรวมทั้งไม่ได้ซ้ำที่คนเขาได้ทำไว้แล้ว..แน่นอน..
...
เรื่องเหล้ากับแซนโดนตานี้...เราต้องรีวิวฯ เพิ่มว่า "โดนตา" ยังมีบทบาทในชุมชนที่ศึกษาอยู่หรือไม่..อย่างไร
รวมทั้ง มีใครศึกษาเรื่องพิธีกรรมแซนโดนตาไว้อย่างไรบ้าง และ มีใครศึกษาเรื่องเหล้าในพิธีกรรมไว้ว่าอย่างไรบ้าง...

ก่อนขอสอบ proposal...ซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าภายในเดือนพฤษภาคมนี้...ชัวร์...

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

@ปาฏิโมกข์@

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์พฤ.๕/๒/๕๒



@ ไม่ทำชั่วทุกกรณี
ทำความดี อยู่เป็นนิตย์
ทำจิตให้บริสุทธิ์
พุทโธวาทะมาฆะฯ

@ คือโอวาทปาฏิโมกข์
คือโศลกแห่งสัจจะ
ให้รู้ที่ควรละ
แลให้รู้ที่ควรทำ

@ ความชั่วกับความดี
ดั่งสีขาวกับสีดำ
ช่วงสีที่เหลื่อมล้ำ
คือสีเทาทะมึนทอ

@ กลับผิดให้เป็นถูก
แลกลับถูกเป็นผิดต่อ
ยกย่องและเยิรยอ
แต่อำนาจและเงินตรา

@ ผิดชอบและชั่วดี
จึงต้องชี้ด้วยธรรมา
ประโยชน์ใหญ่แห่งมวลมหา
ประชาชนมาชี้ชัด

@ จึงจิตต้องบริสุทธิ์
พ้นสมมุติ พ้นจำกัด
ปรฏิโมกข์ตัวชี้วัด
ชะตากรรมประเทศไทย!

ฝึกหยุด แต่ไม่หยุดฝึก

"ไม่มีใครอยากทำงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว"

motto เมื่อวันวาน ชักเริ่มรวนเรเสียแล้ว
เพราะปัญหา ท้าทายตัวเองถาโถมเข้ามาให้แก้ไขวันละหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดการ (ที่น่าเบื่อนักหนา)

แล้วถ้อยคำสิริมงคลของพ่อท่านโพธิรักษ์ก็ลอยเข้ามาในหัวใจ "ฝึกหยุด"

จริงสิ ระฆังแห่งสติหายไปไหน

ทั้งๆ ที่เสียงเง๊งๆๆๆๆ ดังอยู่ข้างๆ หูเสมอ ในเวลาหัวใจเตลิดมุ่งไปข้างหน้า และเวลาเที่ยวใช้ปากจัด จัดการใครต่อใคร

ได้งาน แต่ขาดทุนสติ ... จะมีประโยชน์อะไร

ได้งาน แต่สะสมกรรมดีดีให้จิตวิญญาณของตัวเองไม่ได้...จะมีประโยชน์อะไร อะไร

ฝึกหยุด... แล้วรู้ลมหายใจอีกสักที...นะ นะ นะ นะ

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

ได้หมด... หรือไม่ได้ทั้งหมด

คุยธรรมะกับพ่อและแม่...มาถึงตอนที่พ่อบอกว่า

"ยิ่งฟัง ยิ่งท้อเนาะ... เพราะยิ่งรู้ว่าปฏิบัติไปแค่ไหน ตัวเองก็ยังห่าง(....)"

เราเลยแว่บขึ้นมาว่า ...เออเนาะ...ถ้ามองไปในอนาคต เราก็ต้องทุกข์มากๆ เพราะไม่เห็นอนาคตที่หวังเลย...

แต่ถ้าเราคิดว่า...วินาทีนี้ ผัสสะนี้...

...เราผ่านมันไปได้ ด้วยอาการ "ไม่ดูดไม่ผลัก" ....

กรรมนี้น่าจะติดตัวเราไปเป็นของเรา...แบบไม่กลับซ้ำให้เกิดสงสัยในอาการนั้นๆ อีก...

ดังที่พระท่านว่า...นิพพานเป็นอย่างๆ ... นั่นเอง

คิดอย่างนี้แล้วก็แลกเปลี่ยนกับพ่อและแม่....ก่อนแยกย้ายกันไปนอน....

............สาธุ...../\

เนื้อหามาก....ไม่ได้แปลว่า "ได้หมด"

หลายวันมานี้ ได้เรียนรู้เรื่องการนำเสนอแนวคิดทางวิชาการหลายวง

นำเสนอเองบ้าง.... ตั้งใจฟังเขานำเสนอบ้าง (แต่ก่อนจับที่เนื้อหา.. แต่ตอนนี้เรียนรู้ไปที่เทคนิคการนำเสนอด้วย)

ได้บทเรียนว่า....

บางที...อัดเนื้อหาเข้าไปมาก...ก็ไม่ได้แปลว่าคนฟังจะได้ทั้งหมด...

การนำเสนอเพื่อให้เกิดความร่วมมือบางครั้ง...อาจต้องมุ่งไปที่ไอเดียแล้วพุ่งไปเจาะให้เกิดแรงบันดาลใจ...

ที่เหลือ...เขาอาจไปสร้างเครื่องมือ หรือหาเทคนิคที่สร้างสรรค์กว่าเราเป็นร้อยเท่าก็ได้

นี่คือสิ่งที่ประมวลเป็นข้อสรุปได้... แต่ต้องหาวิธีการไปให้บรรลุเป้านั้น..

คือพูดน้อย เข้าใจง่าย สร้างแรงบรรดาลใจ และเห็นเป้าหมายร่วมกันชัดเจน....

~๐~ วู้ว.... ยากเนาะ ... แต่ก็ท้าทายดี....

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

เชื่อเถอะ...ไม่มีใครอยากทำงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว




"เชื่อเถอะ...ไม่มีใครอยากทำงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว"

วาทะเด็ด โดนใจของพี่สาวคุณไอ๋ (สุพัฒน์นุช สอนดำริห์) ซึ่งเธอเป็นบก. นิตยสาร CLEOที่เราไปอ่านเจอใน a day ฉบับ 100 Idol

ทำให้เราหวนคิดถึงวันแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำงาน Campaign บุญประเพณีปลอดเหล้า ... วินาทีนั้นคน 4 ทำงานทันที จนมาถึงวินาทีนี้ ความฝัน ความสร้างสรรค์ มันมือ ยังกรุ่นอยู่ในใจ ในเนื้อตัว

การงาน การเรียน กับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันอย่างพอเหมาะ...

เราไม่เคยมีความสุขกับงานไหนเท่างานนี้เลยจริงๆ...

เชื่อเถอะ.....หุหุหุหุ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

กลับบ้าน

ส่วนใหญ่ในวันปีใหม่... คนทำงานในกรุงเทพฯที่อยู่ต่างจังหวัดจะกลับบ้านกัน
แต่ก็มีหลายคนที่เป็นคนกรุงเทพฯแต่ไปใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ..
หลายคนกลับไปเพื่อชาร์ทพลังความรักจากครอบครัว...เพื่อกลับมาเผชิญกับชีวิตและการงานหลังวันหยุดยาว..
และหลายคนกลับไปกินดื่ม..และในหลายคนนี้เอง อาจไม่ได้กลับมากรุงเทพฯอีกเลย..เนื่องจากความประมาท..

แต่จะมีใครสักกี่คนที่ได้ "กลับบ้านที่แท้ของตนเอง"

.....

เราเองย้ายมาอยู่กรุงเทพฯพร้อมพ่อ แม่ และน้องชายหลายปีแล้ว...และเลือกที่จะเริ่มชีวิตครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองที่นี่
จึง..ไม่มีบ้านในต่างจังหวัดให้กลับเหมือนใครหลายคน...

....

เราล้วนลืมไปว่า "แท้ที่จริงนั้น เรากลับบ้านได้ทุกเวลาที่อยากกลับ" เพราะเราต่างก็มี "บ้านในตัวเอง"
เพียงแต่ทุกเวลานั้น เราล้วนแต่ส่งหัวใจออกไปข้างนอก ระเริงไปกับอารมณ์ทุกข์ โลภ โกรธ หลง จากลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา

ทั้งที่แท้จริงเราต่างก็ดำรงอยู่บนกฏของชีวิต คือ ความไม่เที่ยง

แต่เราก็ปล่อยให้ หัวใจวิ่งไขว่คว้าวัตถุและอารมณ์สนุก เนื่องจากเห็นผิดว่านั้นคือ ส่วนเติมเต็มของชีวิต
หากยิ่งวิ่งตาม ยิ่งพบแต่ความอยากทวีคูณ

"กลับบ้าน" ด้วยการตามลมหายใจเข้าลึก ออกยาวที่สงบกันเถิด
กลับมาเรียนรู้ และเติมเต็มด้านในด้วยสติ ตื่นเต็ม... เพื่อรู้ทันสิ่งที่เข้ามากระทบ..เพื่อเรียนรู้และปล่อยวาง
...
ด้วยไม่มีสิ่งใดเป็นของๆ เราอย่างแท้จริง...นอกจากกรรมดีและกรรมชั่ว..ที่เรากระทำ...

กลับบ้านของเราเถิดนะ...คนดี..นะ นะ นะ นะ นะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่...ปีฉลู...๒๕๕๒

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ
[ของตกแต่งโดนๆคลิกเลย]


ตื่นเช้ามาพร้อมข่าว "ซานติก้าผับ" ไฟไหม้ครอกนักเที่ยวดับ 59 เจ็บอีกเป็นร้อย

ซานติก้าผับ เป็นคลับไฮโซย่านทองหล่อ .... ซึ่งเราเองรู้สึกสลดใจมากๆ เนื่องจากคนไทยเชื่อว่า "วันปีใหม่นั้นควรเปลี่ยนผ่านไปด้วยสติเพื่อพบสิ่งที่ดีงามไปอีก 365 วัน(ทั้งปี) แต่นี่ตั้งใจไปเมา... แล้วก็ตาย ส่วนที่เหลือก็เสียโฉมไปอีกหลายราย แล้วที่ตระหนกอีกล่ะ .... วัยรุ่นยุคบริโภคนิยม ... น่าเศร้าใจจริงๆ
...

วันนี้เราขอตั้งหลักอยู่ที่บ้าน... ไม่อยากไปไหน...เพราะเมื่อคืนก็ซ่อมรถกันหน้าบ้านถึงตีสองกว่า....เนื่องจากพบว่าน้ำมันเครื่องกัดปะเกนจนเป็นน้ำนมข้น..ซึ่งถ้าวิ่งไปอีกนิดนั้นเครื่องจะดับจนต้องเปลี่ยนเครื่องทีเดียว..โว้วโว..

เราคิดว่า 2 เรื่องนี่สอนให้เราได้สติว่า .... เราต้องมีสติในการใช้ชีวิตทุกวินาที