วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

ได้หมด... หรือไม่ได้ทั้งหมด

คุยธรรมะกับพ่อและแม่...มาถึงตอนที่พ่อบอกว่า

"ยิ่งฟัง ยิ่งท้อเนาะ... เพราะยิ่งรู้ว่าปฏิบัติไปแค่ไหน ตัวเองก็ยังห่าง(....)"

เราเลยแว่บขึ้นมาว่า ...เออเนาะ...ถ้ามองไปในอนาคต เราก็ต้องทุกข์มากๆ เพราะไม่เห็นอนาคตที่หวังเลย...

แต่ถ้าเราคิดว่า...วินาทีนี้ ผัสสะนี้...

...เราผ่านมันไปได้ ด้วยอาการ "ไม่ดูดไม่ผลัก" ....

กรรมนี้น่าจะติดตัวเราไปเป็นของเรา...แบบไม่กลับซ้ำให้เกิดสงสัยในอาการนั้นๆ อีก...

ดังที่พระท่านว่า...นิพพานเป็นอย่างๆ ... นั่นเอง

คิดอย่างนี้แล้วก็แลกเปลี่ยนกับพ่อและแม่....ก่อนแยกย้ายกันไปนอน....

............สาธุ...../\

เนื้อหามาก....ไม่ได้แปลว่า "ได้หมด"

หลายวันมานี้ ได้เรียนรู้เรื่องการนำเสนอแนวคิดทางวิชาการหลายวง

นำเสนอเองบ้าง.... ตั้งใจฟังเขานำเสนอบ้าง (แต่ก่อนจับที่เนื้อหา.. แต่ตอนนี้เรียนรู้ไปที่เทคนิคการนำเสนอด้วย)

ได้บทเรียนว่า....

บางที...อัดเนื้อหาเข้าไปมาก...ก็ไม่ได้แปลว่าคนฟังจะได้ทั้งหมด...

การนำเสนอเพื่อให้เกิดความร่วมมือบางครั้ง...อาจต้องมุ่งไปที่ไอเดียแล้วพุ่งไปเจาะให้เกิดแรงบันดาลใจ...

ที่เหลือ...เขาอาจไปสร้างเครื่องมือ หรือหาเทคนิคที่สร้างสรรค์กว่าเราเป็นร้อยเท่าก็ได้

นี่คือสิ่งที่ประมวลเป็นข้อสรุปได้... แต่ต้องหาวิธีการไปให้บรรลุเป้านั้น..

คือพูดน้อย เข้าใจง่าย สร้างแรงบรรดาลใจ และเห็นเป้าหมายร่วมกันชัดเจน....

~๐~ วู้ว.... ยากเนาะ ... แต่ก็ท้าทายดี....

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

เชื่อเถอะ...ไม่มีใครอยากทำงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว




"เชื่อเถอะ...ไม่มีใครอยากทำงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว"

วาทะเด็ด โดนใจของพี่สาวคุณไอ๋ (สุพัฒน์นุช สอนดำริห์) ซึ่งเธอเป็นบก. นิตยสาร CLEOที่เราไปอ่านเจอใน a day ฉบับ 100 Idol

ทำให้เราหวนคิดถึงวันแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำงาน Campaign บุญประเพณีปลอดเหล้า ... วินาทีนั้นคน 4 ทำงานทันที จนมาถึงวินาทีนี้ ความฝัน ความสร้างสรรค์ มันมือ ยังกรุ่นอยู่ในใจ ในเนื้อตัว

การงาน การเรียน กับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันอย่างพอเหมาะ...

เราไม่เคยมีความสุขกับงานไหนเท่างานนี้เลยจริงๆ...

เชื่อเถอะ.....หุหุหุหุ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

กลับบ้าน

ส่วนใหญ่ในวันปีใหม่... คนทำงานในกรุงเทพฯที่อยู่ต่างจังหวัดจะกลับบ้านกัน
แต่ก็มีหลายคนที่เป็นคนกรุงเทพฯแต่ไปใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ..
หลายคนกลับไปเพื่อชาร์ทพลังความรักจากครอบครัว...เพื่อกลับมาเผชิญกับชีวิตและการงานหลังวันหยุดยาว..
และหลายคนกลับไปกินดื่ม..และในหลายคนนี้เอง อาจไม่ได้กลับมากรุงเทพฯอีกเลย..เนื่องจากความประมาท..

แต่จะมีใครสักกี่คนที่ได้ "กลับบ้านที่แท้ของตนเอง"

.....

เราเองย้ายมาอยู่กรุงเทพฯพร้อมพ่อ แม่ และน้องชายหลายปีแล้ว...และเลือกที่จะเริ่มชีวิตครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองที่นี่
จึง..ไม่มีบ้านในต่างจังหวัดให้กลับเหมือนใครหลายคน...

....

เราล้วนลืมไปว่า "แท้ที่จริงนั้น เรากลับบ้านได้ทุกเวลาที่อยากกลับ" เพราะเราต่างก็มี "บ้านในตัวเอง"
เพียงแต่ทุกเวลานั้น เราล้วนแต่ส่งหัวใจออกไปข้างนอก ระเริงไปกับอารมณ์ทุกข์ โลภ โกรธ หลง จากลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา

ทั้งที่แท้จริงเราต่างก็ดำรงอยู่บนกฏของชีวิต คือ ความไม่เที่ยง

แต่เราก็ปล่อยให้ หัวใจวิ่งไขว่คว้าวัตถุและอารมณ์สนุก เนื่องจากเห็นผิดว่านั้นคือ ส่วนเติมเต็มของชีวิต
หากยิ่งวิ่งตาม ยิ่งพบแต่ความอยากทวีคูณ

"กลับบ้าน" ด้วยการตามลมหายใจเข้าลึก ออกยาวที่สงบกันเถิด
กลับมาเรียนรู้ และเติมเต็มด้านในด้วยสติ ตื่นเต็ม... เพื่อรู้ทันสิ่งที่เข้ามากระทบ..เพื่อเรียนรู้และปล่อยวาง
...
ด้วยไม่มีสิ่งใดเป็นของๆ เราอย่างแท้จริง...นอกจากกรรมดีและกรรมชั่ว..ที่เรากระทำ...

กลับบ้านของเราเถิดนะ...คนดี..นะ นะ นะ นะ นะ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่...ปีฉลู...๒๕๕๒

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ
[ของตกแต่งโดนๆคลิกเลย]


ตื่นเช้ามาพร้อมข่าว "ซานติก้าผับ" ไฟไหม้ครอกนักเที่ยวดับ 59 เจ็บอีกเป็นร้อย

ซานติก้าผับ เป็นคลับไฮโซย่านทองหล่อ .... ซึ่งเราเองรู้สึกสลดใจมากๆ เนื่องจากคนไทยเชื่อว่า "วันปีใหม่นั้นควรเปลี่ยนผ่านไปด้วยสติเพื่อพบสิ่งที่ดีงามไปอีก 365 วัน(ทั้งปี) แต่นี่ตั้งใจไปเมา... แล้วก็ตาย ส่วนที่เหลือก็เสียโฉมไปอีกหลายราย แล้วที่ตระหนกอีกล่ะ .... วัยรุ่นยุคบริโภคนิยม ... น่าเศร้าใจจริงๆ
...

วันนี้เราขอตั้งหลักอยู่ที่บ้าน... ไม่อยากไปไหน...เพราะเมื่อคืนก็ซ่อมรถกันหน้าบ้านถึงตีสองกว่า....เนื่องจากพบว่าน้ำมันเครื่องกัดปะเกนจนเป็นน้ำนมข้น..ซึ่งถ้าวิ่งไปอีกนิดนั้นเครื่องจะดับจนต้องเปลี่ยนเครื่องทีเดียว..โว้วโว..

เราคิดว่า 2 เรื่องนี่สอนให้เราได้สติว่า .... เราต้องมีสติในการใช้ชีวิตทุกวินาที